Facebook Twitter Google plus Line
เขาคือใคร! ชี้ชะตาพี่ตูน ว่าจะได้ไปต่อหรือต้องหยุดวิ่ง
Post by : AEK LIGOR   Date : 14 พ.ย. 60 10:11   Views : 21,833
Facebook Twitter Google plus Line
เขาคือใคร! ชี้ชะตาพี่ตูน ว่าจะได้ไปต่อหรือต้องหยุดวิ่ง

เขาคือใคร!ชี้ชะตาพี่ตูนว่าจะได้ไปต่อหรือต้องหยุดวิ่ง


นอกจากคุณหมอเมย์พญ.สมิตดาสังขะโพธิ์และทีมแพทย์ผู้ใกล้ชิดในพื้นที่แล้วยังมีคุณหมออีกท่านหนึ่งที่คอยตรวจดูรายงานสุขภาพของพี่ตูนบอดี้สแลมหรือนายอาทิวราห์คงมาลัยอยู่ตลอด และถึงแม้ว่าคุณหมอท่านนี้จะไม่ได้ไปวิ่งกับพี่ตูนทุกวันแต่ในเรื่องของสุขภาพความพร้อมแล้วท่านถือเป็นผู้ที่มีอำนาจเด็ดขาดในการตัดสินใจว่าวันพรุ่งนี้พี่ตูนจะได้วิ่งต่อหรือต้องหยุด

พล..นพ.พีระพลปกป้องหรือคุณหมอตึ๋งผู้อํานวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหารกรมแพทย์ทหารบกและเลขาธิการมูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

เปิดเผยกับSanook!Newsถึงที่มาที่ไปว่าทำไมถึงเป็นคุณหมอที่กลายเป็นผู้ตัดสินใจว่าร่างกายของพี่ตูนสามารถวิ่งต่อได้หรือไม่

"ตั้งแต่ที่ตูนวิ่งครั้งที่แล้วให้โรงพยาบาลบางสะพาน.ประจวบคีรีขันธ์ก็มีผลตอบรับดีแต่ในตัวงานที่เกิดขึ้นยังไม่เป็นระบบนักทั้งเรื่องการเงินการดูแลติดต่อกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่รวมถึงด้านการรักษาความปลอดภัยระหว่างวิ่งก็เลยได้มีโอกาสมานั่งคุยกันตั้งแต่เมื่อปีที่แล้วและเห็นว่ามูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้ามีความพร้อมที่จะเข้ามาช่วยดูแลระบบตรงนี้และตูนเองก็เคยรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลพระมงกุฎฯอยู่แล้วทุกอย่างก็เลยลงตัวได้มาดูแลและสนับสนุนตูนในในโครงการก้าวคนละก้าวเพื่อ11โรงพยาบาลทั่วประเทศ"

คุณหมอตึ๋งกล่าวในฐานะคุณหมอที่ดูแลตูนในโครงการนี้และรุ่นพี่ของพี่ตูนที่โรงเรียนสวนกุหลาบ


และเมื่อถามถึงสุขภาพตอนนี้ของพี่ตูนคุณหมอตึ๋งก็ตอบทันทีว่า"ตอนนี้ตูนแข็งแรงมากแต่จากที่เมื่อวานนี้มีประชาชนเข้ามาประชิดและเหยียบขาก่อนจะดึงตัวตูนเพื่อขอเซลฟี่ทำให้ตูนเสียจังหวะและบาดเจ็บที่หลังและขานั้น แพทย์ต้องติดตามสภาวะร่างกายอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องในทุกวันและพรุ่งนี้(15..60)ก็จะเป็นวันพักของตูนแล้วเชื่อว่าจะทำให้อาการดีขึ้น


แต่ที่ตอบได้ทันทีว่าตูนแข็งแรงมากเพราะตูนไม่ได้เพิ่งมาวิ่งแต่มีการซ้อมมาก่อนหน้านี้หลายปีแล้วและยังมีการไปทดสอบการวิ่งวันละ50กิโลเมตรบวกกับช่วงหลังมานี้สามารถวิ่งได้ตามโปรแกรมที่วางไว้ได้มากขึ้นถึงแม้จะพบกับฝนที่ทำให้การวิ่งล่าช้าลงไปบ้างก็ตาม


โดยทุกวันจะมีรายงานสุขภาพของพี่ตูนมาถึงมือหมอแต่ก่อนที่จะมาถึงนั้นคุณหมอเล่าว่ารอบตัวพี่ตูนก็มีคนดูแลอย่างใกล้ชิดแบ่งเป็น

ทีมแพทย์ใกล้ชิดที่จะวิ่งไปกับพี่ตูนด้วยอย่างเช่นหมอเมย์โดยคุณหมอตึ๋งบอกว่านอกจากห่วงพี่ตูนแล้วก็ห่วงหมอเมย์ด้วยจึงบอกหมอไปว่าไม่ต้องวิ่งตลอดก็ได้ถ้าไม่ไหวก็ให้พักนั่งรถบ้างเพราะต้องเป็นคนค่อยดูแลและประเมินสถานการณ์เบื้องต้นโดยทีมแพทย์ใกล้ชิดจะต้องคอยนวดกล้ามเนื้อและเตือนให้พี่ตูนปฎิบัติตัวให้เหมาะสมไม่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บ


ต่อมาเป็นทีมรถพยาบาลคุณหมอตึ๋งเล่าต่อว่าทีมรถพยาบาลแบ่งออกเป็น3คันด้วยกัน

รถพยาบาลคันที่1เป็นรถพยาบาลระดับสูง ที่ส่งตรงจากโรงพยาบาลพระมงกุฎขับประกอบพี่ตูนไม่ห่างโดยรถพยาบาลคันนี้มีเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ครบเช่นเครื่องปั๊มหัวใจเครื่องให้อ๊อกซิเจน


รถพยาบาลคันที่2เป็นรถพยาบาลของโรงพยาบาลในพื้นที่ของโรงพยาบาล11แห่งที่จะได้รับการบริจาคโดยก่อนจะเริ่มโครงการได้มีการประชุมกันกับทุกโรงพยาบาลว่ารถพยาบาลของแต่ละที่จะต้องรู้ว่าพิกัดที่วิ่งอยู่ในขณะนั้นถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินจะต้องวิ่งพาผู้ป่วยไปส่งทีโรงพยาบาลไหนที่ใกล้ที่สุด

รถพยาบาลคันที่3เป็นรถพยาบาลจากโรงพยาบาลของกองทัพบกที่ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากพล..เฉลิมชัยสิทธิสาทผู้บัญชาการทหารบกโดยรถพยาบาลคันที่3นี้จะไม่ได้ขับตามขบวนแต่จะสแตนบายเตรียมพร้อมอยู่เมื่อมีเหตุการณ์ฉุกเฉินรถพยาบาลของกองทัพที่อยู่ในพื้นที่นั้นก็จะพร้อมออกมาช่วยเหลือทันที


พี่ตูนเยี่ยมผู้ป่วยทหารจากราชการสนามชายแดนก่อนเริ่มโครงการก้าวคนละก้าว

ขณะที่ตัวหมอตึ๋งเปรียบการทำงานของตัวเองว่าตัวเขาอยู่ศูนย์กลางของหน่วยบัญชาการในการดูแลพี่ตูนในครั้งนี้ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจว่าพี่ตูนจะได้วิ่งต่อหรือไม่ก็ต้องฟังคณะกรรมการแพทย์ที่ดูแลอยู่เพื่อประกอบการตัดสินใจ

หลักที่ใช้พิจารณาก็คืออัตราการเต้นของชีพจรอัตราการเต้นของหัวใจอุณหภูมิของร่างกายอัตราการหายใจความดันและปริมาณปัสสาวะความเข้มข้นของปัสสาวะ

โดยความเข้มข้นของปัสสาวะจะเป็นตัวชี้วัดว่าเกิดภาวะการสลายของกล้ามเนื้อหรือไม่และการจะดูว่ามีภาวะการสลายของกล้ามเนื้อหรือไม่นั้นดูได้จากค่าCPKซึ่งเป็นสารที่เกิดจากการสลายกล้ามเนื้อ

ถ้าค่าCPKอยู่ในระดับอันตรายก็ต้องให้พพี่ตูนดื่มน้ำมากขึ้นเพื่อขับCPKออกมาทางปัสสาวะคุณหมอตึ๋งกล่าวต่อว่าตอนนี้เรื่องการสลายกล้ามเนื้อก็ยังไม่มีอะไรที่น่าเป็นกังวลเลยเพราะตูนก็มีทีมงานที่ดูแลด้านอาหารที่จะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้ออยู่แล้วด้วย

คุณหมอตึ๋งยังพูดถึงการขอถ่ายรูปเซลฟี่และการวิ่งไปหยุดทักประชาชนไปว่า

"ช่วงหลังมานี้ก็ดีขึ้นประชาชนเริ่มไปรอที่จุดพักก็อยากขอความร่วมมือให้ประชาชนทำความเข้าใจว่าถ้าตูนต้องเปลี่ยนอริยาบทกะทันหันระหว่างวิ่งจะส่งผลเสียกับร่างกายของตูนแต่ด้วยความที่ตูนเองเป็นคนที่จิตใจดีเป็นศิลปินเราก็เข้าใจว่าทุกคนมีความสำคัญกับตูนก็เคยได้พูดคุยกับทีมว่าอย่าให้การแพทย์ไปรบกวนกิจกรรมหลักในการวิ่งหมอมีหน้าที่แนะนำสิ่งที่ถูกต้องติดตามดูตัวชี้วัดต่างๆเท่านั้น"

สุดท้ายคุณหมอตึ๋งฝากไว้ว่าไม่ว่าผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไรไม่สำคัญเพราะที่ตูนทำอยู่ตอนนี้ก็ถือว่ามากเกินกว่าที่หลายคนจะทำได้แล้วและไม่ว่าตูนจะไปถึง.แม่สาย.เชียงรายหรือไม่ใครจะบอกว่าสิ่งที่ตูนทำอยู่จะไม่สำเร็จหรือไม่ควรทำ

ตัวหมอเห็นว่าตูนเองมีความเชื่อเชื่อว่าตัวเขาจะทำได้ก็ทำให้หมอเองเกิดความเชื่อขึ้นมาด้วยว่าเขาจะทำได้โดยจะมีกลุ่มของหมอและพยาบาลคอยสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อไป

ทั้งนี้เมื่อพี่ตูนวิ่งมาถึงกรุงเทพฯประมาณวันที่1ธันวาคมนี้จะวิ่งมาที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าและจะมีแพทย์พยาบาลรวมถึงผู้ที่ต้องการบริจาคจำนวนมากมารวมกันที่บริเวณลานพระบรมรูปรัชกาลที่6ในโรงพยาบาลจากนั้นจะวิ่งไปที่ซอยรางน้ำเพื่อให้พี่ตูนได้พักผ่อนที่โรงแรมพูลแมนคิงเพาเวอร์ด้วย




ที่มา//sanook.com

แสดงความคิดเห็น
ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ