Facebook Twitter Google plus Line
หมอแนะ! ผู้ป่วยหัวใจขาดเลือด พกยาไอเอสดีเอ็น หวั่นซ้ำรอย 'โจบอยสเก๊าท์'
Post by : AEK LIGOR   Date : 12 พ.ย. 60 20:11   Views : 1,979
Facebook Twitter Google plus Line
หมอแนะ! ผู้ป่วยหัวใจขาดเลือด พกยาไอเอสดีเอ็น หวั่นซ้ำรอย โจบอยสเก๊าท์

หมอแนะ!ผู้ป่วยหัวใจขาดเลือดพกยาไอเอสดีเอ็นหวั่นซ้ำรอย'โจบอยสเก๊าท์


นายกสมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉินแนะคนไทยพกยาไอเอสดีเอ็นอมใต้ลิ้นช่วยป้องกันไม่ให้ซ้ำรอย"โจบอยสเก๊าท์"หัวใจวายเฉียบพลันชี้ถึงเวลาที่คนไทยควรเรียนรู้เรื่องการแจ้งเหตุ-ร่วมพัฒนาระบบการช่วยฟื้นคืนชีพที่เหมาะสมทันกาล


เมื่อวันที่12..60.นพ.สันต์หัตถีรัตน์นายกสมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉินขอแสดงความเสียใจถึงกรณีการเสียชีวิตของโจบอยสเก๊าท์หรือนายธนัทฉิมท้วมขณะแสดงคอนเสิร์ตและเสนอว่าควรจะนำการสูญเสียครั้งนี้มาเป็นบทเรียนในการพัฒนาจากข่าวที่ระบุว่าผู้เสียชีวิตมีน้ำตาลในเลือดสูงถึง300มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรนั้นตนมองว่าผู้เสียชีวิตน่าจะเป็นจากอาการหัวใจวายเฉียบพลันส่วนน้ำตาลในเลือดที่สูงนั้นไม่ได้ทำให้คนตายได้แต่จะเป็นสาเหตุที่ทำให้เส้นเลือดหัวใจตีบตัน


ดังนั้นการช่วยเหลือหากเราพบว่าผู้ป่วยมีอาการหยุดหายใจควรทำการปั๊มหัวใจ(CPR)ทันทีและรีบเรียกหน่วยกู้ชีพฉุกเฉินทันทีหรือโทรเบอร์1669แต่กว่ารถฉุกเฉินจะมาต้องใช้เวลาอย่างน้อย5นาทีขึ้นไปดังนั้นการทำCPRจึงเป็นหนทางที่ดีที่สุดดังนั้นการสอนให้ประชาชนสามารถแจ้งเหตุเพื่อตามรถฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็วและการช่วยฟื้นคืนชีพหรือCPRระหว่างการรอรถฉุกเฉินจะมีโอกาสเพิ่มความสำเร็จในการช่วยเหบือผู้ป่วย นอกจากนี้ในไทยพบว่าเกือบครึ่งหรือร้อยละ45ของการเสียชีวิตเฉียบพลันเกิดจากโรคหลอดเลือดหัวใจซึ่งโรคนี้มักเกิดขึ้นทันทีแบบเฉียบพลัน


"ที่ผ่านมาทางสมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉินฯเคยแนะนำให้คนไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่มีเริ่มมีภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบหรือหัวใจขาดเลือดให้พกยาแก้อาการหัวใจขาดเลือดหรือยาไอเอสดีเอ็น(ISDN)ที่จะใช้อมไว้ใต้ลิ้นเมื่อเกิดอาการแน่นจุกอกหายใจไม่ออกก่อนที่จะหมดสติหรือชักให้รีบอมยาไว้ใต้ลิ้นทันทีก็จะยิ่งทำให้มีโอกาสรอดชีวิตได้ในช่วง1ปีที่ผ่านมาทางสมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉินฯได้จัดทำโครงการส่งเสริมและป้องกันคนไทยไม่ให้เจ็บป่วยฉุกเฉินขึ้นมาเพื่อพยายามผลักดันให้เกิดเป็นหลักสูตรในกระทรวงศึกษาธิการเรื่องตั้งแต่การป้องกันและให้มีสุขภาพดีไม่เจ็บป่วยฉุกเฉินด้วยสาเหตุที่ป้องกันได้ตลอดจนสอนเรื่องการกู้ชีพฉุกเฉินขึ้นโดยมุ่งหวังให้เยาวชนไทยจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่และผู้ที่มีอายุยืนยาวที่มีคุณภาพและหากพบผู้ป่วยฉุกเฉินก็จะเป็นการเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตของผู้ป่วยได้".นพ.สันต์กล่าว


รศ.พญ.ทิพาพรธาระวานิชคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวว่าสำหรับสถานการณ์ผู้ป่วยโรคเบาหวานในประเทศไทยขณะนี้พบว่าในคนไทย11คนจะพบผู้ป่วย1คนหรือคิดเป็นร้อยละ9.8จากประชาการทั้งหมดซึ่งเบาหวานที่พบบ่อยคือเบาหวานที่เกิดกับผู้ที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ที่กำหนดหรืออ้วนหรือมีประวัติทางกรรมพันธุ์

สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินจนถึงขั้นเข้าโรงพยาบาลนั้นมักเกิดจากภาวะแทรกซ้อนของโรงเบาหวานซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น2ชนิดใหญ่ๆคือ 1.แทรกซ้อนแบบเฉียบพลันคือมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ-สูงอย่างรุนแรงโดยผู้มีน้ำตาลในเลือดต่ำจะมีน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า70เมื่องดอาหารแล้วตรวจเลือดโดยจะมีอาการใจสั่นหน้ามืดจะเป็นลมอาจหมดสติซึมหรือชักสำหรับภาวะน้ำตาลในเลือดสูงนั้นจะมีน้ำตาลในเลือดสูงกว่า126เมื่องดอาหารแล้วตรวจเลือดผู้ป่วยบางรายอาจซึมหรือในบางรายร่างกายไม่สามารถสลายน้ำตาลให้เป็นพลังงานได้จึงต้องเอาไขมันมาสลายเป็นพลังงานสุดท้ายจึงเกิดภาวะเลือดเป็นกรดโดยผู้ป่วยเบาหวานที่พบในห้องฉุกเฉินจะอยู่ในภาวะน้ำตาลต่ำรุนแรง2.แทรกซ้อนแบบเรื้อรังจะเป็นลักษณะของโรคอัมพฤกษ์อัมพาตแขน-ขาไม่มีแรงโรคหัวใจหรือโรคจากการติดเชื้อเช่นติดเชื้อในกระแสเลือดหรือผู้ป่วยเบาหวานที่ขาเป็นแผลจนต้องตัดขาเป็นต้น


"หากมีอาการเจ็บหน้าอกรุนแรงหอบเหนื่อยหน้าและปากเบี้ยวพูดไม่ได้แขนขาอ่อนแรงซึ่งเป็นอาการของโลกอัมพฤกษ์-อัมพาตหรือมีไข้สูงมีแผลที่เท้าติดเชื้อบวมแดงขอให้รีบมาโรงพยาบาลโดยทันทีสำหรับแนวทางป้องกันผู้ป่วยต้องรู้จักอาการของอาการแต่ละชนิดก่อนว่าเกิดจากสาเหตุใดและต้องพึงระลึกเสมอว่าเบาหวานไม่โรคที่เกี่ยวกับน้ำตาลเพียงอย่างเดียวแต่เกี่ยวกับหลอดเลือดเพราะฉะนั้นต้องรักษาความดันไขมันพบแพทย์ให้สม่ำเสมอออกกำลังกายงดสูบบุหรี่และลดน้ำหนัก"รศ.พญ.ทิพาพรกล่าว

ด้านพญ.ฐิตินันทร์อนุสรณ์วงศ์ชัยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญต่อมไร้ท่อและโรคเบาหวานโรงพยาบาลเลิดสินกล่าวว่าปัจจัยที่ควบคุมโอกาสการเกิดโรคเบาหวานได้คือการลดน้ำหนักการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมองดสูบบุหรี่และงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นต้นส่วนปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้คือเชื้อชาติกรรมพันธุ์อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นต้นนอกจากนี้โรคแทรกซ้อนอื่นๆอาทิความดันโลหิตสูงไขมันในเลือดสูงกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเป็นโรคหัวใจหรือมีถุงน้ำในรังไข่ก็เป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดโรคเบาหวานได้เช่นกัน


"จากหลายๆผลการศึกษาจากต่างประเทศพบว่าการแก้ไขวิถีการดำเนินชีวิตโดยการออกกำลังกายแอโรบิกสัปดาห์ละ150นาทีเป็นอย่างน้อยลดอาหารหวานและอาหารที่ให้พลังงานเยอะทานอาหารตรงเวลาลดปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้เองสามารถชะลอการเกิดโรคเบาหวานในอนาคตได้ถึง28%โดยไม่ต้องอาศัยยาให้เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใดซึ่งถือว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุด"พญ.ฐิตินันทร์ระบุ




ที่มา//ไทยรัฐ


แสดงความคิดเห็น
ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ